"ปาย...ฝัน...เมื่อวันรัก" ในความคิดตอนแรกที่เลือกอ่าน เพราะมันเกี่ยวกับอ.ปาย
(ที่ที่อยากไปที่สุดในเมืองไทย) คิดว่ามันจะเป็น หนังสือรักโรแมนติกเพราะบรรยากาศ
มันน่าให้คิด แต่พออ่านแล้วก็ได้รู้ว่ามันถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะที่จริงมันเศร้าและซึ้งมาก
อ่านแล้วเหมือนได้เที่ยวปายไปด้วย เชื่อว่าถ้าใครได้อ่านคงอยากไปส่วนเรา
(อยากไปเป็นทุนเดิมอยู้แล้ว)เรียนจบเมื่อไหร่ จะแพ็กกระเป๋าไปปาย ไม่กลัวมันแล้วโค้ง
พันกว่าโค้ง อ้อ.....ที่สำคัญต้องไปหน้าฝน เผื่อว่าจะเจอศิลปินพเนจร 55++
อันนี้จะเป็นตอนที่ประทับใจมากหน่อย
"มนชอบดูดาวหรอ"
"ฮื่อ"
"ผมก็ชอบ มันทำให้ความรู้สึกหยิ่งผยองของเราลดลง จักรวาลกว้างใหญ่ขนาดบรรจุ
ดวงดาวได้เป็นล้านล้านดวง ที่เราเห็นดาวกะพริบแสงน้อยๆ นั่น ที่จริงมันใหญ่มหึมา
ใหญ่กว่าโลกเสียอีก แล้วคนเราล่ะ ถ้าไปเทียบกับแสงระยิบระยับนั่น มันจะเล็กระเอียด
ยิบย่อยเพียงใด ต่อให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะว่าไปแล้ว ก็เพียงเศษเสี้ยวธุรี"
"เป็นอย่างที่ดินว่าจริงๆ"
มีอีก
"ฉันไม่ชอบดูพระอาทิตย์ตก มันให้ความรู้สึกว้าเหว่ มืดมน"
"ผมเคยบอกคุณแล้วไงครับ ในมุมมองที่แตกต่าง ทุกสิ่งล้วนสวยงาม ดวงอาทิตย์ตก
ลับเหลี่ยมเขา แสงสุดท้ายแห่งวันที่แต่งแต้มฟากฟ้า คือธรรมชาติที่บ่งบอกว่า สิ่งที่
เจิดจ้ามาตลอดวันล้วนมีการดับสูญ แต่สิ่งที่แน่นอนกว่านั้นคือ พอรุ่งเช้า มันก็กลับมา
สว่างใหม่ได้อีกครั้ง..."
"ไม่มีใครอยู่ในความมืดมนตลอดกาลหรอกครับ"
สุดท้าย
"ในโลกของความเป็นจริง เราอาจถูกตีกรอบโดยสังคม หรือโดยอะไรสักอย่าง
ให้ทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ หรือห้ามในสิ่งที่เราอยากทำได้ แต่ในโลกแห่งความฝัน
ไม่มีใครสามารถบังคับเราได้เลย...."
"โลกแห่งความจริงเป็นโลกของคนหลายคน
ส่วนโลกแห่งความฝันเป็นของเราคนเดียว"
อ่านเรื่องนี้แล้วได้อะไรหลายอย่างนอกจากความประทับใจ เหมือนในหนังสือแหละ
ความไว้ใจ บางที่เวลามันก็ใช้วัดไม่ได้ว่า คนที่เรารู้จักมานานแสนนานจะเป็นคนที่
เราเชื่อใจได้ เพราะบางคนเพียงแค่ข้ามวันก็กลายเป็นอื่น
อีกอย่างนึงอันนี้ต้องทำ ทำให้ได้นะค๊ะ เวลาที่แอบชอบใคร อย่าปล่อยให้มันเป็น
แค่ แอบ นะคะ ต้องบอกให้ได้ เพราะเวลาไม่เคยรอใคร อย่าคิดว่าเรามีเวลาเหลือเฟือ
เหมือนอย่างในเรื่องนี้ที่พระเอกต้องรอนางเอก จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต